พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“การบังคับใช้กฏหมาย :

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 “
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
ประกาศใช้แล้ว และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 ก.ค.2550 เป็นต้นมา นั้น
สรุปสาระสำคัญในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เล่ม 124 ตอนที่ 27 ก วันที่ 18 มิถุนายน 2550 และจะมีผลบังคับใช้ เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้น โดยมีสาระสำคัญและข้อสังเกตในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถสรุปได้ ดังนี้

1.ร่างกฎหมายเดิม จำกัดอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาไว้ กล่าวคือ จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการร้องขอจากเจ้าพนักงานตาม พระราชบัญญัตินี้เท่านั้น แต่ พระราชบัญญัติที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษามิได้ระบุข้อความดังกล่าวเอาไว้แล้ว แสดงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ได้แต่ไม่สามารถใช้อำนาจของเจ้าพนักงานตาม มาตรา18 ได้ ต้องใช้อำนาจตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อดำเนินการที่เกี่ยวข้องแทน

2.ความผิดตาม พระราชบัญญัตินี้ ส่วนใหญ่เป็นการอุดช่องว่างของกฎหมายเดิม ในลักษณะความผิดที่ไม่สามารถนำประมวลกฎหมายอาญา มาปรับใช้ได้ ได้แก่

- การบุกรุกเข้าไปยังระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
( มาตรา 5 โทษจำคุกไม่เกิน หกเดือน หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ)
- การนำมาตรการป้องกันเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นไปเผยแพร่โดยมิชอบ
( มาตรา6 โทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ)
- การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
( มาตรา 7 โทษจำคุกไม่เกิน สองปี หรือ ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ)

- การดักรับข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งโดยมิชอบ ได้แก่ การติดตั้งโปรแกรม Sniffer เพื่อดักขโมยข้อมูล
ของผู้อื่นในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( มาตรา 8 โทษจำคุกไม่เกิน สามปี หรือ ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ)
- การทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติม ทั้งหมด หรือบางส่วน ของผู้อื่น โดยมิชอบ ได้แก่การเปลี่ยน
หน้าเว็บเพจของผู้อื่น ( มาตรา 9 โทษจำคุกไม่เกิน ห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ)
- การกระทำโดยมิชอบเพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น ถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือ รบกวนจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
อันได้แก่ การทำ DDoS Attack (Distributed Denial of Service) ( มาตรา 10 โทษจำคุกไม่เกิน ห้าปี หรือ ปรับไม่เกิน
หนึ่งแสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ)
- การส่ง Spam Mail หรือ ส่งอีเมล์รบกวนในลักษณะปิดบังตนเอง ( มาตรา 11 ปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท)
- การกระทำความผิดตาม มาตรา 9 และ มาตรา 10 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน หรือ ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ
อันได้แก่ การติดตั้ง BotNet |ลงในระบบแม่ข่ายเป้าหมาย และทำให้เกิดการแพร่กระจายไวรัส ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
ต้องรับโทษหนักขึ้น ตาม มาตรา 12- การจำหน่าย หรือเผยแพร่ชุดคำสั่งเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตาม มาตรา 5 – 11
( มาตรา 13 จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกิน สองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)
- การนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ( เช่น การทำ Phishing ) อันเป็นเท็จ
(เช่น ส่งเมล์หลอกลวงผู้อื่นให้หลงเชื่อว่าถูกรางวัลให้โอนค่าธรรมเนียมมาให้)  อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง

หรือที่มีลักษณะลามก ( มาตรา 14 จำคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดโทษสำหรับความผิดหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตัดต่อภาพ ซึ่งเป็นค

วามผิดอันยอมความได้
เพียงมาตราเดียวของ พระราชบัญญัติฉบับนี้

ข้อสังเกต ความผิดในการเผยแพร่ภาพลามก และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตัดต่อภาพ มีความซ้ำซ้อนกับประมวลกฎหมายอาญาที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่มีการกำหนดโทษสำหรับฐานความผิดการครอบครองภาพลามกเด็กเอาไว้

3.เจ้าพนักงานมีอำนาจขอข้อมูลจากผู้ให้บริการได้ ตาม มาตรา 18 (1)-(3) โดยไม่ต้องขอหมายศาล ส่วนการทำสำเนาข้อมูล
สั่งให้ส่งมอบอุปกรณ์ เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น ถอดรหัสข้อมูล การยึดอายัด ตาม มาตรา 18 (4)-(8) ต้องขอหมายศาล

4. มาตรา 21 ห้ามมิให้เจ้าพนักงานเปิดเผยข้อมูลที่ได้ตาม มาตรา 18 ยกเว้นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีตาม พระราชบัญญัตินี้เท่านั้น หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีที่กระทำโดยประมาท จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ที่ล่วงรู้ข้อมูลที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตาม มาตรา 18 และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้นในคดีที่เกี่ยวพันกับคดีอาญาทั่วไป เช่น จำหน่ายยาเสพติด, การพนัน, จ้างวานฆ่า เป็นต้น แม้ว่าตรวจสอบพบก็ไม่สามารถเปิดเผยเพื่อขยายผลได้ หากจำเป็น ต้องร้องขอต่อศาลให้อนุญาตก่อนเท่านั้น

5.พระราชบัญญัตินี้กำหนดให้ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ซึ่งผู้ให้บริการตามพระราชบัญญัตินี้ครอบคลุมถึงผู้ให้บริการในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือ ให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านระบบคอมพิวเตอร์ จึงมีความหมายกว้างขวาง ซึ่งรวมถึงผู้ให้บริการโทรศัพท์ธรรมดา โทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรศัพท์แบบเติมเงิน ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ตลอดจนการให้บริการ อินเทอร์เน็ตไร้สายในลักษณะ Hot Spot ตามห้างสรรพสินค้า โรงแรม สถานศึกษา รวมถึงสถานที่ราชการด้วยเช่นกัน
*** หากไม่จัดเก็บ หรือจัดเก็บในลักษณะที่ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันตัวบุคคลได้ (เฉพาะในส่วนที่ตนรับผิดชอบ)
มีโทษปรับไม่เกิน ห้าแสนบาท

6.ผู้ให้บริการที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือ พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม มาตรา 18 , มาตรา 20 , มาตรา 21
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทและปรับรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

7.การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแต่งตั้งจากผู้มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำประกาศคุณสมบัติ
พนักงานเจ้าหน้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ จะมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตาม ประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มีอำนาจในการรับคำร้องทุกข์ ตลอดจนมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

ส่วนการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจ
หน้าที่ต่อไป ดังนั้น คดีที่เกี่ยวพันกับคดีอาญาทั่วไป พนักงานเจ้าที่ตาม พระราชบัญญัติจะไม่สามารถดำเนินคดีได้

8.จากการประชุมร่วมกัน เพื่อจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงระหว่างหน่วยงาน มีแนวโน้มว่า เพื่อป้องกันการสับสนของประชาชน จะให้ประชาชนแจ้งความตามสถานีตำรวจต่างๆ ทั่วประเทศเช่นเดียวกับคดีอาญาทั่วไป โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจร้องขอผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็น
เจ้าพนักงานตาม พระราชบัญญัตินี้ เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนการทำงานได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีความพร้อมก็สามารถดำเนินการรับแจ้งความ ตลอดจนสอบสวนดำเนินคดีเองได้

ที่มา : http://www.tourism.go.th/2010/th/newscenter/view.php?ItemID=1490

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s