2014 เทรนด์ไหนจะอยู่ เทรนด์ไหนจะไป?

2014 เทรนด์ไหนจะอยู่ เทรนด์ไหนจะไป? พฤติกรรม user  ที่มีผลต่อการออกแบบและการตลาดออนไลน์

การออกแบบที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของดีไซน์เนอร์ แต่ต้องอยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน

ดีไซน์เนอร์ที่เก่ง ไม่ใช่ว่าจะออกแบบได้สวยแล้วดีไซน์เนอร์ด้วยกันดูกันเองแล้วก็ชมกันเอง แต่ต้องให้ผู้ใช้งานหรือ user เป็นคนชม

การตลาดที่ดีก็เช่นกัน ใช่ว่าทำออกมาแล้วชอบกันเอง ผู้ใช้งานไม่ชอบด้วย ไม่เห็นด้วย อันนั้นก็ไม่ work

ดังนั้น หากจะถามว่า เทรนด์การออกแบบและการตลาดออนไลน์ในปี 2014 นี้จะมีแนวโน้มออกมาเป็นอย่างไร ผมก็คงจะต้องย้อนกลับไปดูที่ “พฤติกรรมของผู้ใช้งานที่คาดว่าจะเป็นในปี 2014″ นี้ก่อน

ผมเชื่อว่าพฤติกรรมของผู้ใช้งานอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมาก..  “แต่ต้องการมากขึ้น”

3 พฤติกรรมใหญ่ๆ ที่น่าจะมีผลต่อการออกแบบ และการตลาด มีดังนี้

1. ต้องการสินค้า hi-tech ใหม่ๆ ทุกรูปแบบที่กำลังจะออกวางตลาด (เพื่อทำให้ตัวเองดูอินเทรนด์ และ สนุกไปกับของเล่นใหม่ๆ ทั้งๆที่อาจจะไม่ได้จำเป็น)

2. ต้องการเสพ “เนื้อหา” ข้อมูล หรือ contents มากขึ้น เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น (ทำให้ตัวเองรู้เรื่องมากขึ้น คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง มีความรู้)

3. ต้องการแลดูเป็นคนดี คนเก่ง มีภาพลักษณ์ที่ดี (อันนี้ก็เรื่องเดียวกันกับข้อสอง คือ ต้องการให้คนอื่นๆยอมรับว่าตัวเองเป็นคนดี มีความรู้)

แล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้ มีผลกระทบต่อการออกแบบอย่างไรบ้าง?

1. More Screens

ปีที่ผ่านๆมา เราเจอปัญหา “จอหลายขนาด” ไปมากแล้ว แค่ตระกูล Apple อย่างเดียวก็มีมากกว่า 5 ขนาด ส่วน Android ไม่ต้องพูดถึง ไหนจะจอทีวีอีก ในปีหน้านี้ หลายคนคาดเดากันได้ว่าจะมีขนาดของหน้าจอหลากหลายกว่านี้ ไหนจะทีวี 4K หรือจะเป็น “Wearable Products” เช่น Google Glass และที่คาดเดากันอีกคือ iWatch นาฬิกาจาก Apple น่าจะถูกปล่อยออกมาให้ทุกคนได้จับจ่ายใช้สอยกัน และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ขนาดของหน้าจอที่หลากหลายกว่าเดิมก็จะทำให้ดีไซน์เนอร์ได้ปวดหัวกันมากขึ้นทันที

ดังนั้น: Responsive Design ยังคงอยู่ต่อไปและอาจจะมีการเพิ่มเติมขนาดของหน้าจอพิเศษๆอีกด้วย

2 . ภาพใหญ่ขึ้นกว่าเดิม วิดีโอใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

เวลานี้คงไม่ต้องพูดถึงความเร็วอินเตอร์เน็ทกันแล้ว วิดีโอหรือภาพใหญ่ๆ เราสามารถโหลดกันได้สบาย ความต้องการให้ผู้ใช้งานได้เห็น “ภาพอิ่มๆ” ขายของกันได้เต็มๆ ดึงความสนใจได้เต็มตานั้น เป็นเรื่องที่จำเป็น

จริงๆเราเริ่มเห็นกันบ้างแล้วสำหรับการใช้รูปภาพ และ วิดีโอใหญ่ๆ แบบเต็มจอตั้งแต่หน้าแรก จากเว็บไซต์ต่างประเทศ และแน่นอน สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเทรนด์การออกแบบไทย ในไม่ช้านี้

3 . การออกแบบ “ย้อนกลับ”

หลังจากที่พยายามบิ้วลูกค้ามากว่า 4-5 ปี ว่า Mobile Device หรืออุปกรณ์พกพากำลังมา เราต้องตื่นตัวกันแล้วนะ แต่สำหรับวันนี้คงไม่ต้องบิ้วกันอีกต่อไป

เป็นเรื่องชัดเจนมากว่า อุปกรณ์พกพาจำพวก สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต เหล่านี้ แทบจะมีกันทุกครัวเรือน และ ใช้เล่นอินเตอร์เน็ท เล่นเกมกันอย่างแพร่หลาย

และใช้มากขึ้นกว่าการเล่นคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ

ดังนั้น การออกแบบจึงจำเป็นต้องออกแบบ “ย้อนกลับ” จากเดิมเราออกแบบสำหรับ จอคอมพิวเตอร์ก่อน แต่ในปี 2014 นี้ เราคงต้องออกแบบสำหรับมือถือก่อน ดูว่ามือถือใช้ feature อะไรได้บ้าง แล้ว คอมพิวเตอร์เล่น feature เหล่านั้นได้ไหม จากนั้นจึงมาทำการ mix and match กันว่า เราจะใช้เทคนิคอะไรบ้าง

ดังนั้น: Drop down เมนู (ที่ต้องใช้ mouseover) จะหายไป แต่ผมกำลังไม่แน่ใจกับ เมนูด้านข้าง ว่าจะมีการพัฒนาต่อหรือจะหายไปในปีนี้

4. วิดีโอ และ infographic  จะมาแรงกว่าเดิม

คนอยากเสพความรู้เร็วๆ ง่ายๆ ดังนั้น การเขียนข้อมูลให้อ่านยาวๆ (แบบนี้ แห่ะๆ) ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับทุกคน

การนำเสนอด้วย วิดีโอเพียงสามนาที แต่เข้าใจได้หมดนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เช่นกันกับ infographic ที่นอกจากจะทำให้อ่านเข้าใจรู้เรื่อง พร้อมการ์ตูนที่น่ารักแล้ว ยังง่ายสำหรับการ แชร์ต่ออีกด้วย

ข้อเสียอย่างเดียวสำหรับวิดีโอคือ ทำได้ยาก ต้องใช้ทีมงาน ต้องมีอุปกรณ์ และทุกอย่างที่ว่ามา มีผลกระทบกับงบประมาณ

ดังนั้น: เทรนด์การทำวิดีโอ เพื่อขายของง่ายๆ 3 นาที จะมีเพิ่มมากขึ้น ส่วน HTML animation และ Parallax อาจจะจบลงในปีนี้สำหรับบางกลุ่มธุรกิจ เพราะความต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว มีมากกว่าความหวือหวาและ special effect ต่างๆ

5 . ทุกคนต้องการเป็นคนดี คนเก่งของสังคม

ดีจริง ไม่จริง ไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกคนต้องการเป็นคน “แลดูดี”

ดังนั้นคลิป viral ประเภท ลูกรักพ่อ, คู่รักรักกันจนแก่เฒ่า จะเป็นกระแสได้ดีมาก

ในทางกลับกัน คลิป viral ประเภท “หลอกคนดู” ให้หลงดู หลงแชร์ไปก่อน แล้วค่อยมาเฉลยทีหลังว่า นี่เป็นการโฆษณานะ จะไม่ work อีกต่อไป เพราะนอกจากจะทำให้คนดูรู้สึก fail ว่า ฉันโง่ โดนหลอกแล้ว ยังทำให้เค้ารู้สึกแย่กับสินค้าตัวนั้นๆด้วย

ดังนั้น: คลิปดราม่า และการขายสินค้าตรงๆไปเลยน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี ส่วนคลิปหลอกคนดูเหมือนสมัยก่อนมีความเสี่ยงว่าจะแป๊กเอาได้ง่ายๆ

6 . ซื้อ-ขาย ของบนมือถือ

ความแปลกสำหรับคนไทยที่ทำการซื้อ-ขายของออนไลน์นั้นคือ กลัวการใช้บัตรเครดิต แต่กล้าโอนเงินก่อนให้กับผู้ขายที่ไม่รู้จักกัน การขายของผ่าน Facebook, Instagram, และ LINE นั้น แสดงให้เห็นชัดว่า มีคนจำนวนมากที่ชอบซื้อของออนไลน์ผ่านอุปกรณ์พกพา (ด้วยความที่ง่าย อยู่ติดตัวตลอดเวลา และสะดวกรวดเร็ว) ดังนั้นการซื้อ-ขาย ของอาจจะไม่ใช่เรื่องของ “ระบบ” ที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกมั่นใจและกล้าซื้อ แต่ความ “ไว้ใจ” และ ความ “สะดวก” ในการซื้อมากกว่าที่ทำให้เกิดการซื้อขายออนไลน์ในยุคนี้

ดังนั้น: คนซื้อของจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วน Big player เช่น LINE flash sale ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ขณะที่ร้านค้าบน facebook และ instagram ก็คงไม่มีท่าทีจะหยุด แต่จะขายได้มาก หรือน้อย รุ่งหรือร่วง ตลาดนี้คงมีการแข่งขันกันมากขึ้นกว่าเดิม!

คาดการณ์ไว้ประมาณนี้ก่อนนะครับ เพิ่มเติมอย่างไรแล้วจะเข้ามาเขียนต่อกันอีกที

ที่มา http://www.blog72.net/2014/01/08/user-behavior-effect-design-marketing-trends-2014/#.Uu-zdD1_vfI

10 เคล็ดลับ ในการเพิ่มอันดับ Page Rank ให้กับบล็อก

10 เคล็ดลับ ในการเพิ่มอันดับ Page Rank ให้กับบล็อก

1เนื้อหาของบล็อกมีคุณภาพสูง
เพื่อเพิ่มอันดับของ Page Rank ให้บล็อก เนื้อหาของบล็อกต้องมีคุณภาพที่ไม่ซ้ำซ้อน ที่ไม่ได้คัดลอกมาจากที่อื่น

2เพิ่มบล็อกไปยังบล็อกไดเรกทอรี
เพื่อเพิ่มอันดับของ Page Rank บล็อกเราต้องมีลิงก์ย้อนกลับที่มีคุณภาพสูงและวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างลิงก์ย้อนกลับที่มีคุณภาพคือการส่งบล็อกของเราไปไว้ในบล็อกไดเรกทอรีและบทความไดเรกทอรี

บล็อกไดเรกทอรีและบทความไดเรกทอรีที่นิยม
■DMOZ
■Yahoo Directory
■Best Of The Web
■Ezine Articles
■Article Base
■Go Articles
■Bloglog

3 แลกเปลี่ยน Link
นี้เป็นหนึ่งในเทคนิคที่เก่าที่สุด แต่ยังคงทำงานได้ดีเพื่อให้ได้รับ PageRank วิธีที่ดีที่สุดเราควรแลกเปลี่ยน Link กับบล็อกที่มีอันดับ PageRank สูงกว่าบล็อกของเรา

4 อัพเดทบล็อกอย่างสม่ำเสมอ
Google ชอบบล็อกที่มีเนื้อหาสดใหม่และไม่ซ้ำกับที่อื่น ยิ่งเราอัพเดทบล็อกเราบ่อยเท่าไหร่ Google ก็จะเข้ามารวบรวมข้อมูลของบล็อกบ่อยเท่านั้นและมีโอกาสมากขึ้นสำหรับการเพิ่มอันดับของ Page Rank ของบล็อกของเรา

5 ความคิดเห็นของผู้อ่าน
นี้เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ใช้มากกันที่สุดและดีที่สุดเพื่อเพิ่มอันดับของ PageRank บล็อกส่วนใหญ่มีตัวเลือกให้ผู้อ่านได้โพสต์ความเห็น ในทางกลับกันเราก็สามารถไปโพสความคิดเห็นไว้ที่บล็อกของคนอื่น โดยที่บล็อกนั้นๆต้องอนุญาติให้ Do-Follow links. และบล็อกมีเนื้อหาเรื่องเดียวกันหรือทิศทางเดียวกัน

6 ความคิดเห็นบนบล็อกอื่น ๆ
ขยายความของข้อที่แล้ว การแสดงความคิดเห็นเป็นกระบวนการที่สำคัญมากในการสร้าง Page Rank ในชุมชนของบล็อก เราจะต้องมีบทบาทต่อสังคมบ้าง ด้วยการแสดงความคิดเห็นชื่นชม บล็อกที่มีบทความดีๆให้เราอ่านฟรีๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้คนเขียนบล็อกเขียนบทความออกมาให้เราได้อ่าน ที่สำคัญหากบล็อกนั้น ยอมให้ลิ้งย้อนกลับ Do-Follow เราสามารถใส่ที่อยู่บล็อกของเรา โดยเขียนว่า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ตามด้วย URL บล็อกเรา แล้วอย่าลืมที่จะขอบคุณเจ้าของบล็อกด้วย แล้วสังคมก็จะน่าอยู่

7 ฝากลิ้งไว้ที่ Social Bookmarking
ฝากลิ้งไว้ที่ Social Bookmarking เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากในการเพิ่ม Page Rank เพราะด้วยการแบ่งปันบล็อกของเราไว้ใน Social Bookmark ที่แตกต่างกันเราจะได้รับฟรี Backlink และ Traffic นี่เป็นบางส่วนของ  Social Bookmark ที่ได้รับความนิยม
■Facebook
■Google Plus
■Squidoo
■Digg
■Hub Pages
■Stumble Upon
■Linkedin
■Tumblr
■Pinterest
■Diigo
■Delicious
■Technorati
■Reddit

เป็นไปได้ว่าบางช่วง Google อาจลดการจัดอันดับของบล็อกของเรา ดังนั้นเราควร ให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงบล็อกของเราได้ด้วยวิธีนี้

8 มีส่วนร่วมในเว็บบอร์ด
Google Robots  ชอบที่จะมาเยี่ยมเว็บบอร์ดมากเพราะ เว็บบอร์ดมีการปรับปรุงบ่อยที่สุดจากบรรดาสมาชิกบอร์ดเอง เราสามารถใช้ลายเซ็นต์เพื่อการ เชื่อมโยง Google Robots ให้สามารถวิ่งมาหาบล็อกเราจากเว็บบอร์ดเหล่านั้น แต่การใส่ลายเซ็นต์ในเว็บบอร์ด เราต้องปฏิบัติตามกฎของเว็บบอร์ดนั้นๆ

9 เพิ่มจำนวนหน้าบล็อกให้มากเข้าไว้
ถ้าเราสร้างหน้าบล็อกหลายๆหน้าในบล็อกของเรา แล้วเชื่อมโยงหน้าเหล่านั้นเข้าด้วยกัน แค่นี้บล็อกเราก็สามารถจะเพิ่มอันดับ Page Rank ขึ้นได้

10 อย่าใช้กลยุทธ์ที่ผิดกฎ
อยากจะบอกว่า Google ฉลาดมากๆเราไม่สามารถที่จะหลอก Google ด้วยกลยุทธ์ต่างๆอีกต่อไป หลังจากที่ Google จับได้ว่าเราทำผิดต่อนโยบายของเขา เมื่อนั้นบล็อกเราก็จะถูกส่งลงหลุม ไม่ได้เกิดเลย

ที่มา : http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,324045.0.html

ฝึกฝนอังกฤษ

ฝึกพูด eng

 

http://www.englishcentral.com/ เป็นเว็บไซต์ฝึกพุด ฝึกฟังระบบจะมีให้ผู้ใช้เลือกเรียน จะมีการเก็บแต้มให้ ทำให้สามารถรู้ระดับการเรียนของเรา

ผู้ใช้สามารถพูดผ่านไมโครโฟนและการออกเสียงเหมือนกับเจ้าของภาษา พร้อมกับมีการให้เราพิมพ์คำที่เว้นช่องว่างด้วยย

 

มีทั้งความสนุกต่างๆ ให้ผู้ใช้ได้ทดลองเล่น

พฤติกรรมของการอ่านบน Websiteกับในหนังสือ

พฤติกรรมของการอ่านบน Websiteกับในหนังสือ 

โดยส่วนใหญ่แล้วคนเรามักมีประสิทธภาพและไม่ชอบที่จะอ่านบนเว็บ

  1. คนที่อ่านบนเว็บจะอ่านได้ช้าคิดเป็น 25%
  2. คนส่วนใหญ่มักจะอ่านแค่ผ่านๆกวาดสายตาอ่านคิดเป็น 78%
  3. โดยส่วนใหญ่แล้วคนเรามักจะอ่านผ่านๆและอ้านเป็นตัว Fหรือแค่สองย่อหน้าแรก

หลักการเขียนบนเว็บไซต์เพื่อให้ผู้อ่านมีความสนใจมากขึ้น

1.สองคำแรกต้องเป็นคำที่สำคัญ

2.แต่ละย่อหน้าสองย่อหน้าแรกต้องสำคัญ

3.ถ้า1เพจมีหลายพารากราฟ สองพารากราฟแรกต้องสำคัญ

4.ข้อมูลที่สำคัญต้องอยู่ด้านบน

5. ต้องมีความสัมพันธภาพที่ดีเช่นเรียกว่าท่านหรือคุณ ใช้แทนตัวผู้เขียนอาจใช้เรา ทีมของเรา ให้แสดงถึงความเป็นกันเอง

  1. ใช้ active voice

7.เขียนเป็นข้อความสั้นๆ

8.พยายามใช้ bullets

9.เวลาเขียนหัวข้อพยายามใส่คำขยายเข้าไปด้วยเพื่อดึงดูดความน่าสนใจ

10.พยายามใช้รูปมัลติมิเดียต่างๆ

11.มีการใช้พื้นที่ว่าง หรือเว้นพื้นที่ไว้บ้าง

12.ใช้ภาษาง่ายๆ1พารากราฟให้1เมนไอเดียเท่านั้น

การจักแท็ก

จะต้องจัดให้ชิดซ้ายเสมอ ไม่ควรจัดอยู่ตรงกลาง

เมนไอเดียต้องอยู่ด้านบน

จะต้องหัวข้อย่อย,ต้องสั้นประชับ

ที่มา : http://www.l3nr.org/posts/545637

วิถีชีวิตของแกะดำ

วิถีชีวิตของแกะดำ คือต้อง Think & act & communicate in the same direction

ทุกครั้งที่ผมถูกตำรวจเรียกให้จอดรถข้างถนน ผมจะถามตำรวจก่อนว่าผมอะไรผิด ถ้าผิดจริงผมจะส่งใบขับขี่ให้ตำรวจทันที

สังคมจะดีขึ้น ถ้าคนไทยทุกคน คิด ทำ และพูดในทิศทางเดียวกัน

ที่มา Blacksheeprunbusiness