Andrew Haldane

Andrew Haldane ดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการของธนาคารชาติในประเทศอังกฤษ เขาให้ความเห็นว่าอะไรคือบทเรียนของวิกฤตทางการเงินของโลกที่เกิดขึ้นในปี 2008 และทำอย่างไรที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดวิกฤตทางการเงินแบบซ้ำแล้วซ้ำอีก

เขาเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า ระหว่างสุนัขกับนัก Physicist ใครจะกระโดดรับจาน Frisbee ได้เก่งกว่ากัน

ท่านผู้อ่านคงรู้จักเจ้าจาน Frisbee ที่ผู้คนเล่นกันที่ชายหาด เป็นจานพลาสติกรูป...ทรงกลมที่ผู้เล่นใช้ข้อมือเหวี่ยงจานนี้ออกไป แล้วจานนี้จะร่อนในอากาศเป็นระยะทางหลายสิบเมตร

โดยข้อเท็จจริง นัก Physicist น่าจะมีความสามารถในการรับจาน Frisbee ได้ดีกว่าสุนัข เพราะนัก Physicist มีความสามารถในการคิดคำนวณปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ดีมาก ตัวอย่างเช่นผู้เล่นใช้แรงเหวี่ยงที่ข้อมือด้วยน้ำหนักเท่าใด แรงลมเคลื่อนที่ไปในทิศทางไหนและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าใด ความหนาแน่นของอากาศมีค่าเท่าไร คิดละเอียดถึงขนาดว่าความโค้งของทิศทางที่จาน Frisbee หมุนเป็นมุมกี่องศา

ด้วยความสามารถทางวิทยาศาสตร์ นัก Physicist น่าจะรับจาน Frisbee ได้เก่งกว่าสุนัข เพราะพวกเขาคิดคำนวณปัจจัยต่าง ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วทำให้พวกเขารู้ว่าจาน Frisbee จะมีจุดตกที่จุดไหน พวกเขาเพียงไปยืนรอที่จุดตกก็จะรับจาน Frisbee ได้อย่างแน่นอน

แต่ปรากฏว่าในชีวิตจริง สุนัขสามารถรับจาน Frisbee ได้ดีกว่า แทบจะไม่มีคำว่าพลาดเลย

ทำไมเรื่องราวมันถึงกลับตาลปัดอย่างนั้นครับ

มันเป็นเพราะว่านัก Physicist คิดอะไรสลับซับซ้อนเกินความจำเป็น สร้างสมการทางคณิตศาสตร์ที่ยุ่งยาก ทั้ง ๆ ที่เรื่องดังกล่าวมันเป็นเรื่องง่าย ๆ ของการกระโดดรับจาน Frisbee เท่านั้น

Andrew Haldane บอกว่าเรื่องนี้สามารถหยิบนำมาใช้กับวิธีการแก้ปัญหาเรื่องวิกฤตทางการเงินของโลกได้เช่นเดียวกัน เขาบอกว่าธนาคารชาติเดิมทีมีบทบัญญัติในการปกป้องไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ล้มละลายท่ีเขียนไว้เพียง 30 หน้า แต่ในปัจจุบันมาตรการดังกล่าวมีรายละเอียดเพิ่มเติมมากมาย ทำให้จำนวนหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 616 หน้า

เขาให้ความเห็นว่านี่เป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น ทำให้เรื่องมันสลับซับซ้อนจนน่าเวียนหัว และนำมาถึงซึ่ง “ความไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา”

ประเด็นของเรื่องนี้คือ “มากหมอ มากความ”

ผมมีความเชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งสำคัญที่ผู้คนลืมไป

ความเรียบง่ายคือ “ประสิทธิภาพ” และ “ความฉับไวในการแก้ปัญหา”

ความเรียบง่ายคือการที่คุณลากเส้นจากจุด A ไปจุด B

จุด A คือจุดตั้งต้นของปัญหา จุด B คือ จุดหมายปลายทางของการแก้ปัญหา

ผมจำได้ว่าตอนผมเรียนหนังสือวิชาตรีโกณมิติ วิชานี้ให้หลักการง่าย ๆ ประการหนึ่งว่า เส้นที่สั้นที่สุดที่เชื่อมระหว่างจุด A กับจุด B คือการลากเส้นตรงจากจุด A ไปยังจุด B

ความสลับซับซ้อนคือการที่ผู้คนลากเส้นเชื่อมจุด A กับจุด B ด้วยวิธีการอีกวิธีหนึ่งที่ผมจะอธิบายข้างล่างนี้

จากจุด A ลากเส้นไปทางซ้ายไปเชื่อมจุด C จากนั้นลากเส้นจากจุด C ไปทางขวาไปเชื่อมจุด D แล้วจากจุด D ลากเส้นลงมาข้างล่างไปเชื่อมจุด E จากจุด E ลากเส้นขึ้นไปข้างบนไปเชื่อมจุด B

ท่านผู้อ่านลองคิดดูซิครับว่า “ความเรียบง่าย” กับ “ความสลับซับซ้อน” วิธีไหนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน

ข่าวร้ายก็คือในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้คนนิยมที่จะมีวิธีคิดที่สลับซับซ้อน ด้วยความเชืึ่อที่ว่ายิ่งคิดอะไรละเอียดมากขึ้นเท่าไร ทำให้เกิดความแม่นยำในการแก้ปัญหา

ลองใช้ชีวิตบนความเรียบง่ายซิครับ แล้วคุณจะมีความสุขทุก ๆ วัน 

ที่มา : แกะดำ facebook 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s